Jump to content


Photo

รู้ไว้ใชว่า เกี่ยวกับ รถบังคับน้ำมัน


  • Please log in to reply
2287 ท่าน ตอบกระทู้นี้

#1 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 31 กรกฎาคม 2011 - 11:41

เนื่องจากขณะนี้สมาชิกเล่นรถเริ่มเยอะ จึงเห็นว่าน่าจะแบ่งปันความรู้ให้กัน
จะได้เป็นประโยชน์ในการ บำรุงรักษารถบีงคับน้ำมัน ครับ

เริ่มต้นด้วย รถบังคับน้ำมันจะแบ่งเป็นหลายชนิด เช่น
รถ ทางเรียบ คือรถที่ออกแบบสำหรับวิ่งทางเรียบ เช่น ปูน,ยางมะตอย หรือไม้
มีความเร็วสูง,ยางดอกละเอียดหรือไม่มีดอก (Slick) ช่วงล่างเตี้ย ต้องการการเกาะถนนและยังแบ่งย่อยได้อีกมาก หลากหลายรูปทรงส่วนใหญ่จะเป็นแบบรถเก๋งทั่วไป เช่น โตโยต้า,ฮอนด้า ฯ
- รถทางเรียบทั่วไป
- รถ ดริฟ
- รถ ฟอมูล่า ฯ
- รถ โกคารท์
รถ ทางฝุ่น คือรถที่ออกแบบมาให้เล่นกับทางฝุ่น ทางขรุขระ (วิ่งทางเรียบก็ได้แต่ไม่ดีนัก) ดังนั้นช่วงล่างของรถจึงสำคัญมาก ต้องแข็งแรงรองรับการกระแทกหนักๆ ได้ ตัวรถจะสูง ยางใหญ่ ดอกเยอะ แยกเป็น
- บิ๊กฟุต ( Bigfoot)ล้อโตๆ นั่นแหละ ช่วงล่างจะสูงมาก เน้นแรงไม่เน้นเร็ว เพราะควำ่ง่ายกว่าทางเรียบ เหมาะการทางขรุขระมากๆ
- บั๊กกี้ (Buggy) รูปร่างเหมือนแมลงสาบ เตี้ย แรงเหมากกับการกระโดด ทรงตัวดี ปราดเปรียว มักเล่นกรือแข่งในสนามดินเรียบ เท่านั้น ไม่เหมาะมาวิ่งบนถนนทั่วไป
- ทรั๊กกี้ (Truggy) เป็นตัวกลางระหว่าง บิ๊กฟุต กับ บั๊กกี้ วิ่งได้ดีทุกๆ สภาพแต่เครื่องต้องแรงพอควร
- รถ แรลลี่ ก็เหมือนรถแรลลี่จริงๆนั่นแหละ :P

นอกจากนี้ยังแบ่งเป็น ไฟฟ้า กับน้ำมัน (มีผู้ทำรถใช้ไฮโดรเจนมาเล่นแล้วแต่แพง)
ไฟฟ้า แบ่งย่อยอีก ตามชนิดของมอเตอร์ ความแรงต่างกันตามราคา อิ..อิ..
น้ำมัน แบ่งตาม ขนาดความจุของเครื่อง และประเถทรถ เป็นเครื่องทางเรียบ เครื่องทางฝุ่น
โอ๊ย...เมื่อยแล้ว เอาคร่าวๆก่อนละกัน พรุ่งนี้จะเป็นเรื่องเครื่องยนต์ ทางฝุ่นโดยเฉพาะละกัน เพราะสมาชิกเรามีแต่ทางฝุ่น.....กับ โคลน ฮ่าๆๆ :D
  • toy story likes this

#2 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 31 กรกฎาคม 2011 - 11:46

เอารูปไปดูยั่วน้ำลายกันหน่อย

...

  • index.jpeg
  • images.jpeg
  • Truggy.jpeg

  • toy story และ คิด คุง like this

#3 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 31 กรกฎาคม 2011 - 11:49

เครื่องสวยๆ

...

  • OS 1.jpeg
  • OS 2.jpeg
  • OS 3.jpeg


#4 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 02 สิงหาคม 2011 - 12:23

วันนี้มาต่อด้วยเรื่อง ความจุของเครื่องยนต์ ครับ
" รถคูณปานใช้เครื่อง 28 ,รถคุณอ้นเป็นเครื่อง 4.6 " อ้าวมันต่างกันอย่างไร
ตามมายลครับผม
ความจุหรือขนาดเครื่องยนต์ มักบอกเป็น ลบ.นิ้ว และ ลบ.ซม.
เช่นขนาดเครื่อง
ลบ.นิ้ว
0.10
0.15
0.18
0.21
0.25
0.26
0.28
0.30
เรามักเรียกจำนวนเต็มโดยไม่เรียกจุด เช่น 10,15,18ฯ ความหมายคือ ลบนิ้วนั่นเอง
เครื่องคุณปาน ก็คือ 0.28 ลบนิ้วครับ

ส่วน ลบ.ซม. ก็คือซีซี. หรือ CC ครับ (Cubic Centimeter) เช่น
ลบ.ซม.
1.6
2.5
2.9
3.4
4.1
4.3
4.6
4.9
เราเรียก ตามตัวเลขเลย เครื่องน้องอ้นก็คือ 4.6 ซีซี นั่นเองครับ

นำมาเทียบกันได้ดังนี้
ลบ.นิ้ว เทียบเป็น ลบ.ซม.
0.10 = 1.6
0.15 = 2.5
0.18 = 2.9
0.21 = 3.4
0.25 = 4.1
0.26 = 4.3
0.28 = 4.6
0.30 = 4.9
ที่มาโดย เอา 0.06102 ไปคูณกับ ลบนิ้วจะได้เป็น ลบซม.ครับ (ตามสูตรคำนวณ)
และที่เครื่องบินใช้เครื่อง 46 น่ะไม่ใช่ 4.6 ซีซี นา โน่น 7.5 ซีซีเชียวละ

จากด้านบนจะเห็นว่า เครื่องคุณปาน กับ เครื่องน้องอ้น ความจุเท่ากัน
คำถาม แล้วใครแรงกว่า
ต้องดูที่น้ำหนักตัว และ เสป็คเครื่องครับ
1.น้ำหนักตัว คุณปานลงบั๊กกี้เบากว่าซาเวจน้องอ้นแน่นอน ข้อนี้ คุณปานได้เปรียบ
2.แล้วเสป็คล่ะ
Thunder .28 = 2.4 แรงม้าที่ 30,000 รอบต่อนาที (ถ้า .21 = 2.1 แรงม้าที่ 30,000 รตน.)
Savage 4.6 = 2.9 แรงม้า ที่ 32,000 รอบต่อนาที
เมื่อเอาเครื่องมาลงในตัวรถ ดังกล่าว สรุปว่า บั๊กกี้ กินขาดหลายช่วง เพราะ แรงม้าต่อน้ำหนักน้อยกว่ามาก
สมมุติ บั๊กกี้หนัก 2 กก. ซาเวจ 4 กก.
แรงม้าต่อน้ำหนักดังนี้
บั๊กกี้ ใช้ม้า 1 ตัว ลากน้ำหนักแค่ 0.83 กก. เท่านั้น
ส่วนซาเวจ ใช้ม้า 1 ตัวลากน้ำหนัก 1.38 กก.
และถ้าเอาเครื่อง Thunder มาใส่ ซาเวจ ยิ่งไม่ไหว เครื่องเท่ากันแต่แรงม้าต่างกันครับ
มาดู เครื่องรถคุณตู่ OS .21 VZB = 2.5 แรงม้าที่ 33,000 rpm
(แค่เครื่อง .21 แรงม้ายังมากกว่า .28 ของ Thunder เสียอีก :D )และน่าจะเบากว่า อีกด้วย
แรง = แพง :D
นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมรถเขาถึงแป็ดดีจริงๆ
ยังมีเรื่องการทดเฟืองต่างๆ มาเกี่ยวข้องอีก ค่อยว่ากันต่อไปครับ

ทั้งหมดก็เป็นแนวทางหาเครื่องมาใส่แทนตัวเก่าที่พัง....หรือใกล้พังในเร็ววันนี้ครับ
อย่าเอาแต่แรงนะครับ ดูช่วงล่าง,สภาพรถ เราด้วย ม่ายงั้น พังครับ :D
พรุ่งนี้ ว่ากันด้วยการสตาทร์ เครื่องครับ :P
  • toy story likes this

#5 โอ้@SFC

โอ้@SFC

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPip
  • 895 โพส
  • โทรศัพท์:0858259337
  • สนาม/ชมรม:
    บ่อช้าง RC CLUB/แพรกษา
  • ที่อยู่แพรกษา สมุทรปราการ

โพส 03 สิงหาคม 2011 - 09:33

ใครมีเทคนิคการเข้าโค้ง การกระโดด แบบขั้นเทพบ้าง กระโดดทีไร กลิ้งทุกที :z

#6 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 03 สิงหาคม 2011 - 13:09

ใครมีเทคนิคการเข้าโค้ง การกระโดด แบบขั้นเทพบ้าง กระโดดทีไร กลิ้งทุกที :z


ฮ่าๆๆ จะโดดด้วยซาเวจเหรอ ใจมาก่อนนะ....
1. เตรียมใจก่อน
2. สำรวจเนินว่าช่องไหนเรียบดีไม่มีหินหรือดินขวางตีนเนิน
3.ลองวื่งความเร็วซัก 30% ของคันเร่ง
4.ปล่อยขึ้นเนิน แล้วเบิ้ล แป๊ดนึงไวๆ (แป๊ดนึงหมายถึงชั่วเสี้ยววินาทีนะ ไม่ใช่ค้างไว้)
5.เมื่อรถลอยพ้นเนิน ดูอาการให้ดี
ถ้า หน้าเชิด แตะเบรคแล้วปล่อย ไวๆ หน้าจะกดลง
ถ้า หน้าทิ่ม เบิ้ลแป๊ดนึง ไวๆ หน้าจะยกขึ้น
ข้อสำคัญนิ้วต้องไว ครับ
ลองดูช้าๆ ก่อน พอปรับนิ้วได้แล้วจึงเพิ่มความเร็วครับ
  • toy story และ RepMe like this

#7 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 05 สิงหาคม 2011 - 14:00

วันนี้ มาว่าด้วยเรื่องการสตาทร์ รถน้ำมัน
1.ตรวจสอบถ่านรีซีฟ,ถ่านโกลวปลั๊กและ ถ่านรีโมท ว่าได้ทำการชาจน์เรียบร้อย
2.ทดสอบการเร่ง-เบรค และ เลี้ยวซ้าย-ขวา
3.เติมน้ำมันในถังให้เต็ม (แค่ขอบบน)และตรวจสอบท่อทางน้ำมัน
4. ถอดท่อแรงดัน ที่เข้าท่อไอเสียออกและเป่า สังเกตุดูน้ำมันในท่อออก
วิ่งไปเข้าคาร์บูหรือยัง ให้เร่งคันเร่งนิดนึงเพื่อเปิดเข็มน้ำมัน
5.เสียบโกลวปลั๊กแล้วสตาทร์
5.1 ถ้าเป็นแท่นสตาทร์ ก็อุดปลายท่อนิดนึงแล้วกดสตาทร์ ถ้าทุกอย่างพร้อมไม่เกิน 2 ครั้งเครื่องควรติดแล้ว
5.2 ถ้าเป็นแบบเชือกกระตุก ให้ดึงปล่าวๆ ก่อนซัก 2-3 พรืดจึงเสียบโกลวปลั๊ก
กระตุก 2-4 ครั้งเครื่องควรจะติดได้
เทคนิคการดึงเชือกกระตุก
- ให้ลองดึงเชือกออกช้าๆ ให้สุดสาย
- ประมาณความยาวของเชือกไว้
- หงายมือที่ถนัด ใช้นิ้วชี้กะนิ้วกลางเกี่ยวขาเชือกดึง
- สะบัดข้อมือขึ้น โดยไม่ควรดึงเชือกออกยาวเกิน 2 ใน 3 ของ ความยาวเชือกทั้งหมด
- หลีกเลี่ยงการควำ่มือดึง เพราะจะมีแรงดึงมาก และดึงยาวเกินไป
เชือกจะขาดโดยง่ายครับ
- นานๆ ก็ดึงเชือกออกมาเช็ดด้วยผ้าซะบ้าง เพราะมันจะเยิ้มด้วยน้ำมันครับ

ถ้าสตาทร์นานหลายครั้ง หรือ ดึงเชือกเกิน 5 ครั้งแล้วเครื่องไม่ติดให้ลองตรวจสอบ
1. โกลวปลั๊กมีไฟและหัวเทียนสถาพดี โดยถอดหัวเทียนออกเอาโกลวปลั๊กเสียบ
ถ้าถ่านดี,หัวเทียนดี ขดลวดจะแดงเป็นสีส้ม ลองเป่าที่ขดลวด ยังสดอยู่ ถือว่าใช้
ได้
2. ถ้าถอดหัวเทียนออกมาแล้ว มีน้ำมันเยิ้มติดหัวเทียน แสดงว่าน้ำมันอาจจะท่วม
ให้ลองสตาทร์ฟรีไล่น้ำมันออกทางรูหัวเทียน (อย่าชะโงกมองนะ น้ำมันอาจพุ่งเข้า
ตาได้)
3. ปรกติ น้ำมันมา,ไฟดี,สภาพเครื่องยังดี เครื่องต้องติดครับ

ถ้าทำยังไงก็ไม่ติดให้ใจเย็นรอปรึกษาผู้รู้ก่อนครับ ว่าสาเหตุจริงๆคืออะไร
บ่อยครั้งแค่ท่อน้ำมันรั่วเป็นรูเข็ม สร้างปัญหามาเยอะแล้ว เร่งเมื่อไหร่ วอด...
น้ำมันรั่วออกเฉพาะตอนเร่ง หาไปเถอะกว่าจะเจอ
ขอให้มีความสุขกับการลุยครับ
ฉบับหน้า ว่าด้วยการ Tune-up ครับ
  • noppolyo และ nong07 like this

#8 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 11 สิงหาคม 2011 - 10:56

วันนี้มาเรื่อง จูนอัพ Tune-up กันครับ
ปรกติ คาร์บูเรเตอร์ของรถบังคับ จะมีเข็มสำหรับปรับตั้งเครื่องยนต์ มีตั้งแต่ 2-3 และ 4 เข็มครับ
เข็มที่ 1 เห็นง่ายๆ มองด้านบนตรงคาร์บูน จะเห็นมีแท่งโด่ๆ (ไม่ใช่อย่างที่คิดนะ) ตั้งขึ้นมา ตรงกลางมีผ่าสำหรับ
ไขควงปากแบนปรับได้
หน้าที่ เป็นช่องทางน้ำมันหลักจากถังก่อนเข้าคาร์บู หมุนเข้า-บาง(lean),คลาย-หนา(rich) สำหรับปรับเป็น
เข็มแรก ที่ความเร็วปลายสูงสุด (ยังไม่ต้องสนใจเข็มอื่น)
บางไป-เครื่องร้อน,หนาไปรถไม่วิ่ง
เข็มที่ 2 เป็นเข็มตั้งระยะเปิดของลูกชักในคาร์บู ขันเข้า-เปิดมาก เครื่องเร่งขึ้น,คลาย-เบาเครื่องลง(บาง
ท่านเรียกเข็ม "อากาศ"
หน้าที่ เป็นตัวปรับตั้งรอบเดินเบาของเครื่องยนต์ เมื่อปล่อยคันเร่งสุดแล้ว (ลด Throtle Trimให้แกน
ลูกชักฟรีนิดๆ ก่อนปรับ)
เข็มที่ 3 เข็มต้น หรือเข็มเร่ง จะอยู่ที่ตรงกลางลูกชัก (ตรงยางหุ้มย่นๆน่ะ)
หน้าที่ หลังจากปรับเข็มปลายได้แล้ว ก็มาปรับเรื่องการออกตัว ขันเข้า-บางออกตัวปี๊ด,คลายออก-หนา ออกตัง
เอ๊ยออกตัวอืด เข้ามาก-ออกตัวแล้วเครื่อง"วอด"ร้อน,รถสอึกตลอด
คลายมาก-ออกตัวดับ,อืด,ควันเยอะ

เข็มที่ 4 จะอยู่ด้านตรงข้ามกับลูกชัก
หน้าที่ เป็นตัวปรับรอบเครื่องกลาง ไม่ควรไปยุ่งกับมันเด็ดขาด เพราะจะมีผล
ต่อ เข็มเร่ง,เข็มปลายไปหมด ถ้าใครไปยุ่งแล้ว(ยุ่งตายห่ะ) ให้ปรับมาเสมอขอบของมันซะโดยไว

หลายท่าน มักทดลองปรับด้วยตัวเอง โดยปรับไม่ถูกจุด ทำให้เครื่องเดินไม่ดี ถ้า หลง ในการปรับ
หลักง่ายๆคือคืนกลับตามค่าของโรงงาน ในคู่มือ ถ้าไม่มี ประมาณได้ดังนี้
เข็ม 1 ของ Traxxas เครื่อง TRX 3.3 ขันเข้าสุด(แค่ "สุด"นะอย่าแรงเกลียวจะเสีย)แล้วคลายออก 4.5 รอบ
ของยี่ห้ออื่นๆ หัวสกรูจะเสมอขอบปลอกทองเหลือง,ของ OS กะ Thunder ต่ำกว่าขอบประมาณ 1 มม.
เข็ม 2 ให้ลูกชักเปิดประมาณ 1 มม.
เข็ม 3-4 ปรับเสมอขอบเช่นกัน
เมื่อคืนค่าแล้วค่อยตั้งต้นปรับตามลำดับใหม่นะครับ.....
ข้อสำคัญ
ก่อนทำการจูน
ให้ตรวจสอบว่าเครื่องรถเราเป็นแบบกี่เข็มก่อน
อุ่นเครื่องยนต์ให้ร้อนโดยการวิ่งซัก 2 รอบ อุณหภูมิประมาณ 70-90 องศา
เริ่มจากเข็ม 1-2-3 เข็ม 4 ห้ามยุ่งเด้อ
เอ้ามาดูรูปเพื่อความเข้าใจ (คัดลอกมาจากใน Web ขอบคุณ คุณ sanfan ที่ลงรูปและข้อมูลไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)

...

  • 2-200707-160030.jpg
  • 3-200707-160030.jpg
  • 4-200707-160030.jpg
  • index.jpeg 1.jpeg
  • carblegend1.jpg

  • toy story และ nong07 like this

#9 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 11 สิงหาคม 2011 - 11:23

เตรียมตัวลุยน้ำ (แฉะๆนะ) โดยการป้องกันน้ำเข้าระบบดังนี้
1. ตรวจสอบข้อต่อของ แบตรีซีฟ,สายเซอร์โวที่เข้ารีซีฟ ,แร่ ทุกจุด ต้องแน่นดี
เอาน้ำยากันความชื้นฉีดตามข้อต่อทุกจุด
2. เอาถุงยาง หรือถุงก๊อบแก๊บ หุ้มรีซีฟทั้งตัว เอาปลายมารวบไว้ที่ชุดสายไฟเข้า ใช้ เคเบิ้ลไทด์ รัดให้แน่น
3. ฉีดน้ำยาตรงปากถุงที่รัดอีกครั้ง
4. แบตเตอรี่ ก็ทำเช่นเดียวกัน
5. เมื่อใส่รีซีฟและแบตแล้ว ดูว่ามีช่องว่างในกล่องอยู่หรือไม่ ให้หาฟองน้ำมายัดไว้ให้ รีซีฟและแบตไม่ขยับตัว
เนื่องจากมีการกระโดดบ่อยๆ อาจทำให้ แบตหรือรีซีฟหรือแร่ หลุดจากข้อต่อได้
6. สำหรับเซอร์โว ให้ทาจารบีขาว ตรงแกนเซอร์โว ถ้าขี้เกียจถอด ก็ฉีดน้ำยาไปตรงแกนก็ได้(ำทุกครั้งที่ล้างรถ)
7. ยาง- ควรเจาะรูที่หน้ายาง ขนาดซัก 1 มม. เจาะ 2 รูตรงข้ามกัน ทำทุกเส้น เพื่อให้น้ำดีดออกจาก อินเสิท
(ฟองน้ำ) ข้างในยาง ม่ายงั้นยางจะหนักและเต้นเป็นเจ้าเข้าเลยละ....
เมื่อล้างรถแล้ว ก่อนวิ่งให้ติดเครื่องแล้ว ยกรถล้อลอย เร่งนิดนึง ล้อจะหมุนและดีดน้ำออกจากยางครับ
ระวัง...อย่าอยู่ด้านหน้า หรือ หลังของรถ น้ำจะกระเด็นเข้าตาหรือรถตกฃงพื้นวิ่งเข้าใส่ได้ ให้อยู่ด้านข้างรถครับ
อ้อ...ดูเพื่อนรอบข้างและเตือนกันด้วยครับ..

ขอให้มีความสุขกับการลุย น้ำเละๆ ครับ ..... :D :D

#10 Guest__*

Guest__*
  • Guests

โพส 11 สิงหาคม 2011 - 13:08

ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ (พี่มนตรี) มากนะครับที่มาให้ความรู้และเป็นวิทยาทานกับพวกน้องๆ ขอความสุขอิ่มเอมใจในผลบุญจงกลับมายังท่านด้วยเถิด
  • วังหิน likes this

#11 Planetes

Planetes

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 2,613 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    บ่อช้าง RC Club
  • ที่อยู่กำพล สมุทรปราการ

โพส 11 สิงหาคม 2011 - 14:30

สาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา.... ธุ

#12 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 11 สิงหาคม 2011 - 18:11

สาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา.... ธุ


มองไว้มั่งยังน้องเป๊ก...ถ้ายังก็อ่านไปพลางๆก่อน.... :D

#13 Planetes

Planetes

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 2,613 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    บ่อช้าง RC Club
  • ที่อยู่กำพล สมุทรปราการ

โพส 13 สิงหาคม 2011 - 20:41

แค่เรื่องปรับเข็มน้ำมัน ยังต้อง "ล้ำลึก" ขนาดนี้เลย ครับพี่มนตรี....


คบไฟฟ้าเหมือนเดิมดีกว่า....



http://www.kyosho.co... ... _id=106868

เสียบปุ๊บ.... มันส์ ได้เลย....

#14 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 15 สิงหาคม 2011 - 10:53

แค่เรื่องปรับเข็มน้ำมัน ยังต้อง "ล้ำลึก" ขนาดนี้เลย ครับพี่มนตรี....


คบไฟฟ้าเหมือนเดิมดีกว่า....



http://www.kyosho.co... ... _id=106868

เสียบปุ๊บ.... มันส์ ได้เลย....


ตัวนี้น่าสนนะ...ช่วงล่างบึกมาก..เหมือนกับของน้ำมันเลย....เพลาหน้า ยูนิเวอร์แซลด้วย
เห็นด้วยครับน้องเป๊ก เพราะมีต้นทุนเรื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์อยู่แล้ว...ง่ายกว่าน้ำมัน
เนื่องจากต้องลงทุนเรื่องอื่นๆ อีกเยอะ :D

#15 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 15 สิงหาคม 2011 - 12:09

หายไปสองวัน...มัวยุ่งกับรถอยู่...
วันนี้จะติดเครื่องเพื่อทำการจูนอัพแล้ว....หาน้ำมันก่อน..อ้าวน้ำมันหมด
ใช้น้ำมันอะไรดี.....ไนโตรกี่เปอร์เซ็นต์...น้ำมันเครื่องบินได้ป่าว...ฯ
งั้นมาว่ากันเรื่อง "น้ำมันสำหรับ รถ" กันหน่อยละกัน
น้ำมันรถ จริงๆ แล้วไม่น่าเรียก "น้ำมัน" เลยนิ...เพราะไม่มีส่วนของน้ำมัน
มันประกอบด้วย
1. เมทธิล แอลกอฮอล์ บริสุทธิ์
แอลกอฮอล์มี 2 ชนิด เอทธิล กับ เมทธิล ยังจำได้สมัยเรียน "เอท กินได้ กินแล้วตาย เมทธิล"
ตามนั้นเลย....ส่วนใหญ่เขาเอามาเป็นตัวทำละลาย คล้ายๆ อะซิโตน แต่ไม่ทำลายพลาสติกเหมือน อะซิโตน
ตามร้านมีขายเป็นปี๊บ แถมบอกว่า บริสุทธ์ 100% ฮ่า...
มีมนตรี อยู่ในโครงการพระราชดำริ น้ำมันเอธานอล ของบางจากที่เริ่มทดลองใหม่ๆ(ก่อนนำมาจำหน่าย)
พบว่าไม่สามารถกลั่นแอลกอฮอล์ได้ บริสุทธ์ 100% ได้แค่ 99.5 %
อ้าวแล้ว ไอ้ 0.5 % มันคืออะไร "น้ำ" ครับพี่น้อง
ดังนั้น นั่นคือเหตูผลว่า เมื่อเล่นรถเสร็จ ให้ดูดน้ำมันค้างถังออก ม่ายงั้นมันแอลกอฮอล์จะดูดไอน้ำเข้าไปผสมครับ
และถ้าเครื่องยนต์ทิ้งไว้นานๆ จะเกิดสนิมภายในเครื่อง ง่ายมาก แค่อาทิตย์เดียวลองถอดเครื่องออกมาดูเถอะ
แดงเลย...ไอ้ที่บอกว่าทิ้งไว้เป็นเดือนแล้วเอามาติดเครื่องได้น่ะ...ใช้ได้นานมั๊ยล่ะ..ไม่พังก็หลวม..
รถยนต์ที่ใช้ เอธานอลก็เช่นกัน ควรถ่ายน้ำมันก้นถังทุกปี ม่ายเช่นนั้น ก้นถังจะมีแต่น้ำและถังจะผุ ครับ
อ้าวไปซะไกลเลย....มันโยงกันน่ะ
2. ไนโตรมีเธน
ไนโตรมีเทน Nitromethane สูตรเคมี CH3NO2 เป็นสารประกอบอินทรีย์ ของเหลวใส มีความหนืดเล็กน้อย จุดเดือด 100-103 องศาเซลเซียส ใช้ในอุตสาหกรรมยา ไฟเบอร์ ยาฆ่าแมลง ระเบิด เป็นเชื้อเพลิงในการสันดาปกับเครื่องยนต์บางชนิด ใช้อากาศในการเผาไหม้น้อยกว่า น้ำมันเบนซิน 9 เท่า ให้ค่า heating value สูงกว่า น้ำมันเบนซิน ดังนั้นจึงให้กำลังมากกว่าเบนซิน 2-3 เท่า แต่เนื่องจากมีค่า heating value สูง ดังนั้นเครื่องยนต์ที่ใช้ต้องใช้ เมธิลแอลกอฮอล์ เป็นตัวช่วยระบาย อีกอย่าง ไนโตรมีเทน มีคุณสมบัติ เผาไหม้โดยไม่ใช้ออกซิเจน เป็นอนุพันธุ์ ของ ไนโตรกลีเซอรีล ซึ่งก็คือวัตถุระเบิด
คัดเอาบางตอนมาครับ สรุปง่ายๆ คือ ตัวช่วยเพิ่มอ๊อกซิเจน ให้การจุดระเบิดแรงขึ้น เมื่อ แรง ความร้อนจะสูงตาม
ความร้อนจะถ่ายออกกับ แอลกอฮอล์ได้เร็วขึ้น ดังนั้นจึงต้อง "เบิ้ล"เครื่องเพื่องลดความร้อน
ในน้ำมันรถบังคับ จะมีส่วนผสมไนโตรมีเธน ตั้งแต่ 5-10-15-20-25-30-30-40-55 % ตามความต้องการของผู้ใช้ สำหรับรถสนามเรา พี่แนะนำ ไนโตรมีเธน 25-33% ครับ เพราะเครื่องที่เราใช้ส่วนใหญ่
จะเป็นเครื่อง .21-.28 เท่านั้น (เครื่องที่มีความจุต่ำกว่านี้ ให้ใช้ไนโตรฯ ต่ำลงนะครับ)

3. Lube หรือ Lubricant คือน้ำมันหล่อลื่นครับและเป็นน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ (Fully Synthetic )สำหรับผสมกับแอลกอฮอล์โดยเฉพาะไม่ใช่ 2T นะ เท่าที่เห็นมีของ Kross ที่นิยมกัน
ส่วนผสมของ Lube ในน้ำมันแต่ละยี่ห้อไม่เหมือนกัน เช่น
Rapicon ไนโตร 30% มี Lube 10 และ 11%
Maccamo ไนโตร 33 % Lube 12%
Byron Gen2 ไนโตร 33 % Lube 16 % ถ้าเป็นตัว Pro Lube 9%
Cosmo 30% Lube 14%
ส่วนของเครื่องบินและฮ. จะมี Lube มากกว่าตั้งแต่ 16-22%
Lube ทำหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเครื่องที่มีความเร็วรอบสูงมากๆ ความร้อนก็จะสูงโดยเฉพาะลูกปืนเครื่อง
ถ้า Lube ไม่ดีพอเจอความร้อนสูงก็ระเหยเผาไหม้ไปหมด ไม่เหลือสารเคลือบไว้ ทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอเร็วมากๆ
น้ำมันแต่ละยี่ห้อก้ผสม Lube ต่างยี่ห้อ,ต่างสุตร ไม่เปิดเผยครับ
ถามว่าใช้น้ำมันละหุ่งได้ไหม....น้ำมันละหุ่งสามารถทนความร้อนได้ดี แต่เมื่อเผาไหม้จะทิ้งสารตกค้างเหนียวๆ สีดำและเขม่าไว้มาก อันเป็นการลดประสิทธิภาพของเครื่องรถ...สังเกตุเครื่องที่ใช้ละหุ่ง ถอดมาภายในงี้ เหลืองเชียว ฝาสูบเขม่าจับเต็ม...ข้อสำคัญ ละหุ่งไม่ถูกกับไนโตรนักครับ ... :mad: (ไว้บอกวันหน้านะ)
ถามว่า ใช้น้ำมันยี่ห้อไหนดี บอกไม่ได้ครับเดี๋ยวเจ้าของเขามาดูพี่จะซวย เอาเป็นว่า ตามแต่กำลังทรัพย์ครับ

4. สารอื่นๆ เช่น สี,สารป้องกันการเกิดฟอง,สารป้องกันการรวมตัว,สารทำความสะอาด...โอ๊ยสารพัด ซึ่งเป็นความลับครับ
พี่มนตรีอยู่โรงกลั่นบางจาก จะบอกให้น้ำมันหล่อลื่นของรถน่ะ มีสารพิเศษประมาณ 10 ชนิดเลยนะ....

จะเห็นได้ว่า 1-3 เราสามารถหาได้ แต่ข้อ 4 นี่แหละที่แต่ละยี่ห้อไม่เหมือนกัน
และคือเหตุผลที่ว่า น้ำมันผสมเองไม่คุ้มครับ

สุดท้าย... คำว่า % ตือ....
เอาง่ายๆ น้ำมัน 1000 ซีซี เท่ากับ 100 ส่วน
ถ้า ไนโตร 30 %
Lube 10 %
แอลกอฮอล์....60% ใช่ป่ะ...ไม่ถูกครับ
ให้เอา Lube เป็นหลักก่อน น้ำมัน 1000 ซีซี หักค่า Lube 10 % คือ 100 ซีซี เหลือ 900 ซีซี.
ใน 900 ซีซี. คำนวณไนโตรเป็น 30% คือ 900 หารด้วย 100 คูณด้วย 30 เท่ากับ 270 ซีซี.
ที่เหลือเป็นแอลกอฮอลคือ 900-270= 630 ซีซี.
เอา Lube 100 ซีซี.+ไนโตร 270 ซีซี.+แอลกอฮอล์ 630 ซีซี.= 1000 ซีซี.ครับ

โอ๊ย...หิวข้าวแล้วกินข้าวก่อน ตอนหน้าว่าต่อละกันนะครับ.... :D
  • tao2511, toy story และ stormrider like this

#16 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 19 สิงหาคม 2011 - 15:27

เอ้า วันนี้มีเวลา...ก่อนไปสนาม ไ้ด้น้ำัมันมาแล้ว เป็น ไนโตร 30...เตรียมพร้อมจะติดเครื่อง
ดึงสตาร์ท 3 ทีเอ๊ะ....เงียบ
น้ำมันมายัง....มาแล้วนี่หว่า
ถ่านโกลวปลั๊กมีมั๊ย....มีไฟ....ลองกับหัวสำรองแล้วแดงดี
เอ...ทำไมไม่ติดวะ... :confused:
ถอดหัวเทียนดูหน่อยเ๊ด๊ะ.... ลองเสียบโกลวดู...อ้าว..ไหงมันแดงแต่ตรงโคนล่ะ...
ลองเป่าดูนิด.....หวายซีดลงไปอีก...
หัวเทียนเน่านี่เอง.. :D ...เอมีสำรองอยู่ เบอร์อะไรก็ไม่รู้...จะใส่ดีไหมหนอ..ใส่ไปก่อนแล้วกัน

เบอร์อะไรก็ไม่รู้...จะใส่ดีไหมหนอ..ใส่ไปก่อนแล้วกัน ประโยคนี้..ทำให้หงุดหงิดเมื่อ
จูนไม่ได้,ดับบ่อย,ติดยาก ,ไม่วิ่งฯ เอาน่ะตามมาศึกษาเรื่อง Grow Plug กันนิดนึงนะ...
โกลวปลั๊ก (Grow Plug) หรือ "หัวเทียน" ต่างกันนะครับ คนละเรื่องเลย
โกลวปลั๊ก (Grow Plug) จะมีไส้ (เหมือนหลอดไส้) ขดๆ อยู่ภายใน (ลวดนิโครม) เป็นขดลวดความร้อนเหมือนเตา ไฟฟ้าแต่เส้นเล็กกว่ามาก
เมื่อเราเอาตัวจุดโกลวปลั๊กเสียบ ไฟฟ้าจากแบต 1.2 โวลท์จะไหลผ่านขดลวดที่ว่า
ทำให้ร้อนแดงตลอดเวลา เมื่อน้ำมันและอากาศถูกอัดในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่
ขึ้นจุดสูงสุด (TDC-Topdate center จุดศูนย์ตายบน, BDC-Bottom date center จุดศูนย์ตาย
ล่าง) เจอกับความร้อนของขดลวดก็เกิดการจุดระเบิด...เครื่องยนต์ก็ติดขึ้นมา
ทีนี้เราเอาตัวจุดโกลวฯออกทำไมเครื่องยังติดอยู่...เพราะความร้อนจากการจุดระเบิดทำให้ขดลวดนี้
ร้อนแดงตลอดเวลาครับ..และเมื่อใช้งานไปนานๆ นิโครมจะเสียสภาพ..และไม่สามารถร้อนแดงได้อีก
(เหมือนถ่านแดงๆ น่ะเมื่อผ่านไปซักพักมันจะค่อยๆกลายเป็นสีเทาและเป็นขี้เถ้าในที่สุด
บางครั้ง กรองอากาศเปียกน้ำ มีน้ำเข้าไปเผาไหม้ด้วย ยิ่งทำให้โกลว เสื่อมเร็วมาก..
ข้อสังเกต โกลวปลั๊กเสื่อมดูได้ดังนี้
- ขดลวดกลายเป็นสีดำ
- ขดลวดกลายเป็นสีขาวขุ่น
- เมื่อเสียบตัวจุด ขดลวดแดงแต่ขดล่าง 2-3 ขดบนไม่แดง
- ขดแดงซีดๆ เป่าลมที่ขด สีแดงจะหายไป รอนิดค่อยแดงใหม่ (ไฟของตัวจุดต้องเต็มนะ)
- ขดลวดขรุขระ มีเขม่าจับที่ขด
เหล่านี้คือ อาการของโกลว ปลั๊ก เสื่อม โยนทิ้งเถอะ...อย่าเสียดาย..อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไม่เคยถอดออกมาดู หรือไม่เคยเปลี่ยน....ขดลวดเมื่อเสื่อมจะเปราะและขาดหล่นลงในหัวลูกสูบ ที่กำลังหมุนขึ้นลงด้วยความเร็ว
2- 30,000 รอบต่อนาที แม้ขดลวดจะเปราะแต่มีความแข็งกว่าลูกสูบหลายเท่านัก...จะทำลายทั้งลูกสูบ
ปลอกสูบ....บางครั้ง หลุดเข้าไปที่ลูกปืนกลางทำให้ลูกปืนแตก....เปลี่ยนเครื่องใหม่ครับท่าน.....
ส่วน หัวเทียน (Spark Plug) จะมีแกนกลาง คาร์โทด และเขี้ยว ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 2.5 มม.
ใช้ไฟฟ้าขนาด 15,000-20,000 โวลท์เป็นตัวจุด ไฟฟ้าดังกล่าวจะกระโดดข้ามช่องว่าง
ทำให้เกิดประกายไฟขึ้น เพื่อจุดระเบิด และจะทำงานเป็นจังหวะสัมพันธ์กับการขึ้น-ลงของลูกสูบ
ใช้กับรถยนต์-มอเตอร์ไซค์
ส่วนใหญ่จะเรียก โกลวปลั๊ก เป็น หัวเทียนไปหมด....
คำถาม...จะเลือก โกลวปลั๊ก เบอร์อะไรดี พรุ่งนี้มีคำตอบ วันนี้เอาตารางไปชมก่อนนะ.... :D
  • toy story และ stormrider like this

#17 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 19 สิงหาคม 2011 - 15:36

...ลืมไป..เตือนนิดนึงสำหรับท่านที่ชอบใช้ชุดจุดหัวเทียนที่ปรับโวลท์ได้...บางครั้งใช้โวลท์มากว่า 1.5 โวลท์
หัวเทียนแด๊ง...แดง..แต่รู้ไหมว่า...ท่านกำลังทำให้อายุหัวเทียนท่านลดลงอย่างรวดเร็วครับ.. :D
ถ้า 1.5 โวลท์มันไม่แดงแล้วล่ะก็...เปลี่ยนใหม่เถอะครับ..ถูกว่าซื้อเครื่องใหม่เป็นกอง...5555 :LOL:

#18 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 20 สิงหาคม 2011 - 09:20

เอ..เมื่อวานลงรูปแล้วมันหายไปไหนนะ

...

  • OS Glow PLugs.gif


#19 MTVE

MTVE

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 5,143 โพส
  • สนาม/ชมรม:
    Thepharak Flying
  • ที่อยู่เทพานิเวศน์

โพส 20 สิงหาคม 2011 - 09:57

หลักการเลือกโกลวปลั๊ก ง่ายๆ แต่ต้องทำความเข้าใจครับ
การเลือกโกลวปลั๊กขึ้นอยู่กับ
1. ชนิดของเครื่องยนต์เป็นแบบธรรมดา หรือ เทอร์โบ ตาม Spec จะระบุว่าใช้โกลวปลั๊กเบอร์อะไร
2. ขนาดความจุของเครื่องยนต์
3. เปอร์เซ็นต์ของไนโตรมีเทน
4. อุณหภูมิของอากาศวันนั้นๆ
5.ลักษณะของสนาม สั้น-ยาว-เลี้ยว
ผมสรุปให้ง่ายๆ ละกัน (คัด-แปล มาจาก How to Choose the Right Glow Plug ครับ ขอบคุณ OS ด้วยครับ
1. Engine Type ใช้ตามชนิดเครื่อง ฝาเทอร์โบ หรือ แสตนดาร์ด
ถ้าเทอร์โบ จะมีตัว "P" กำกับให้ประสิทธิภาพดีแต่เอามาใช้กับแบบธรรมดาไม่ได้ช่วยอะไร เปลืองตังค์อีกต่างหาก เพราะราคาแพงกว่าธรรมดา เกือบครึ่งนึงแน่ะ
2. The smaller the engine, the hotter the plug. เครื่องเล็กใช้โกลวปลั๊ก "ร้อน" เครื่องใหญ่ใช้ -"เย็น"
3. The higher the nitro content, the colder the plug.ไนโตรสูง- "เย็น" ไนโตรต่ำ -"ร้อน"
4. The hotter the day, the colder the plug. อากาศร้อน -"เย็น" อากาศเย็น-"ร้อน"
5. Where you run also plays a part. If the track/course has a lot of twists and turns, a hot plug is fine. If the track/course has long straights where you'll reach maximum rpm, a colder plug is best. สนามสั้น-มีเลี้ยวเยอะ-"ร้อน" สนามยาว-ทางตรงยาวๆ- "เย็น"

ก็พิจารณาจากตารางข้างบนครับ
ดูเบอร์โกลวปลั๊กได้จาก ด้านข้างของตัวมัน หรือที่แพ๊คกิ้งมันครับ...อ้ออีกอย่างสังเกตได้จากไส้
ไส้เล็ก "ร้อน"ไส้ใหญ่"เย็น" แต่ผมเห็นแค่ไส้บอกเบอร์ไม่ได้ครับ ประสพการณ์ไม่ถึง.....

จะเห็นว่ามีตัวแปรมากมายในการเลือกโกลวปลั๊ก ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพเครื่องยนต์ แต่เราเล่นสนุก ไม่ได้แข่งขัน
ควรนึกถึงกะตังค์ในกระเป๋าด้วยครับ... :D
ในความเห็นผมเลือก โกลวปลั๊กแบบ "กลาง" Medium เบอร์8 ก็โอเคแล้ว เพราะขี้เกียจเปลี่ยนบ่อยๆ แถมเบอร์อื่นๆก็แพงซะด้วย จูนดีๆ ก็ใช้ได้นาน แต่ถ้าแข่งขันต้องเป๊ะๆ ครับ
ก็นำความรู้จาก OS มาเผื่อใครอยากลองดูครับ..ในการปรับแต่งเครื่องหรือรถ ผมชอบศึกษาจากผู้ผลิต หรือจาก
หลายๆ ที่ ให้รู้ก่อนจึงค่อยมาทดสอบด้วยตัวเองก่อน ไม่ชอบลองโดยไม่รู้...เสียดายของครับ เพราะราคาแพงเหลือเกิน จุดประสงค์ คือ เล่นสนุก-ทนทาน-ไม่เปลืองตังค์ ฮ่าๆๆๆ

#20 โอ้@SFC

โอ้@SFC

    สมาชิก

  • Members
  • PipPipPip
  • 895 โพส
  • โทรศัพท์:0858259337
  • สนาม/ชมรม:
    บ่อช้าง RC CLUB/แพรกษา
  • ที่อยู่แพรกษา สมุทรปราการ

โพส 24 สิงหาคม 2011 - 20:42

viewtopic.php?f=20&t=481770
เซียนช่วยตอบให้ทีครับ
ROTO ใส่ Batt LIPO 12 V. ได้ใหมครับ ใครมีข้อมูลช่วยด้วยครับ




0 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้

0 สมาชิก, 0 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม